โรงเรียนบ้านรางม่วง

หมู่ 8 บ้านรางม่วง ต.จอมบึง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี 70150

Mon - Fri: 9:00 - 17:30

095 2504640

ความไม่แน่นอน เพิ่มความหลงใหลได้จริงเหรอ?

ความไม่แน่นอน เพิ่มความหลงใหลได้จริงเหรอ?

ความไม่เเน่นอน

 

 

ความไม่เเน่นอน ความรู้สึกไม่มั่นคงจะส่งผลทำให้ เกิดความทะนงตัวเอง ทำให้มองข้ามคุณค่าของอีกฝ่าย นี่มองในปฏิกิริยาผกผัน มันจึงทำให้เสียคนดีๆ ในชีวิตไป เพราะว่าคุณไม่อยู่ข้างเขา วันหนึ่งคุณไปคบกับคนที่แย่กว่าเฮงซวยกว่าเลยกลับไปคิดถึงเขา ทิ้งคนนั้นไปได้ยังไงล่ะ ไม่ต้องถามอะไรเลยนะ บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าวันนั้นที่ได้ครอบครองอยู่อาจคิดว่าเขาเป็นของตายไง ในอีกมุมหนึ่งก็เหมือนกันนะ ขนาดว่าทำดีที่สุดแล้วทำไมถึงต้อง เสียคนที่รักไปล่ะ เพราะว่าเขาเห็นเป็นของตายเช่นกันครับ ต้องสร้างองค์ประกอบความไม่แน่นอนขึ้น ต้องสร้างองค์ประกอบของความไม่แน่แน่นอนขึ้นให้ได้

ไม่เช่นนั้นก็จะสูญเสียความหลงใหล ซึ่งจะผลักดันให้เกิดความสัมพันธ์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อใดที่คุณแบบสร้างความไม่แน่นอนช่วงนั้นน่ะ คุณมีเสน่ห์ ประเด็นสำคัญเนื่องจากเป็นไปได้ ที่ใครบางคนจะล้มหายตายจากเราไปได้ทุกเวลาไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ โรคภัยไข้เจ็บ แล้วทำไมเรายังต้องสร้างความเคลือบแคลงใจมากขึ้นมาอีกล่ะ คำตอบของผมก็คือถ้ารักเขาก็ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นเลย เพราะวิธีการนี้ใช้สำหรับคนที่ยังไปไม่ถึงขั้นนั้น เป็นวิธีสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างบรรยากาศแห่งความไม่แน่นอนแบบปลอมๆ ขึ้น เพียงชั่วคราวเท่านั้น โอ้โหย้อนแย้งไปกับสามัญสำนึกของคนเลย

เรียกได้ว่าเรามักจะเบื่อแม่เราว่าแม่เรารักเราเกินไป เรารักกันมักจะรักพ่อแม่เราในพ่อแม่ที่แบบปล่อยๆ ให้ชีวิตบ้างจะเจ็บช้ำก็กลับมา มันดูมีสแปรช์เนอะ มันดูแบบไม่เป็นห่วงมากไป ดูไว้ใจเราถึงเราจะผิดพลาดแล้วก็ซมซานกลับไปหาเขาได้ เห็นพ่อแม่ที่แสนดีซึ่งมักจะน่ารำคาญ แต่พ่อแม่ที่แบบปล่อยชิวๆ เผชิญโลกเอา มักมีเสน่ห์มุมมองครอบครัวแบบนี้ก็ทำได้ เกิดความรู้สึกที่ว่าถึงอย่างไร เมื่อเธอคนนั้นไม่อยู่แล้วเนี่ย ก็จะเลิกคิดว่าคุณเป็นคนสำคัญ เขาจะไม่เห็นค่าตัวคุณอีกต่อไปคุณสามารถจุดประกายให้เกิดความหลงใหลขึ้นมาใหม่และเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ได้ด้วยการสร้างองค์ประกอบของความเคลือบแคลงใจได้ ทำให้รู้ว่าไม่มั่นใจไม่แน่ใจ แบบนี้มีความน่าหลงใหล แต่การทำเช่นนั้นจะตอกย้ำว่า คุณเองก็ต้องระมัดระวังในความสัมพันธ์เช่นกัน เพราะฉะนั้นทำตัวกับเขาอย่างไร ไม่สำคัญเท่ากับทำให้เขารู้สึกอย่างไร ในข้อต่อไปเลยดีกว่า

ในประเด็นสำคัญ ทำไมถึงไม่สามารถที่จะมีความสัมพันธ์แบบเปิดเผยและจริงใจได้ล่ะ แน่นอนว่าสามารถทำได้แต่ต้องรอจนกว่า ทั้งสองจะมีความรักให้แก่กันนั่นแหละ เหตุผลก็คือกลวิธีทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมานั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของอัตรา และคิดค้นเพื่อนำให้ก้าวมาถึงจุดนี้ หลังจากนี้ไปควรจะเลิกใช้กลวิธีนี้ได้แล้วนะ เพื่อก้าวสู่ความสัมพันธ์ที่ราบรื่นระยะยาว กล่าวโดยย่อก็คือความรักหมายถึงการไม่เห็นแก่อัตราหรือตัวเอง และเมื่อความรักไม่ได้ฝังรากลงเรียบร้อยแล้วเนี่ย ความสัมพันธ์นั้นมักจะเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาวะ ที่ยิ่งเขาพร้อมที่จะอยู่กับคุณ และทำอะไรก็ตามให้คุณมากเท่าใดก็จะรักเขามากขึ้นเท่านั้น

ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความหลงใหล ถ้าเริ่มรู้สึกว่าเขากำลังจะกลายเป็นความไม่แน่นอน อะไรบางอย่างขึ้นมาเท่านั้นเอง ผมชอบในกฎของหลักวิทยาศาสตร์นะครับ ของชานดาวิวเนี่ย จะตีเรื่องความรักของ ด.ร เกรปชิบแมน ไว้เหมือนกันว่า ความหลงใหลในความรักเนี่ยนะ อยู่ได้เพียง 2 ปีเอง สั้นมากเลยนะ ต่อให้มีเซ็กส์ทุกวันอย่างมันสุดๆ เลย หรือต่อให้รู้สึกหลงใหลได้ปลื้มกันอยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน การทำให้เขาเนี่ยไม่รู้สึกที่จะสงสัยในความสัมพันธ์ได้เลย มันทำให้เสน่ห์น้อยลงไป สะอย่างนั้น คุณทำให้เขารู้สึกยังไงสำคัญ ไม่ใช่ว่าทำตัวกับเขาอย่างไร หรือทำให้เขามองอย่างไรไม่ใช่ความรู้สึกสำคัญมาก

การที่บุคคลหนึ่งจะชอบหรือไม่นั้นน่ะ เป็นเพราะว่าคุณทำให้เขารู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับตัวเอง ซึ่งไม่ได้ขัดแย้งกับปัจจัยอื่นๆ ที่กล่าวมาในบทนี้ คุณยังต้องรักษาพฤติกรรมเหล่านี้ไว้ ทั้งการทำตัวเองให้พร้อม และทัศนคติของคุณแต่ต้องไม่ปฏิบัติกับเขาดีมากจนเกินไป อย่ากลายเป็นคนที่ดูดีเกินไปนะฮะ อย่าเป็นคนที่ต้องมาบ่นสุดท้ายว่า ฉันทำดีที่สุดแล้วทำดีที่สุดแล้วของเนี่ย ทำถูกหรือเปล่า แม้จะดูเป็นคำแนะนำที่แย่ แต่ก็มักจะใช้กันอยู่บ่อยๆ แล้วคุณต้องไม่สร้างความมั่นใจ ประจบประแจงหรือว่ายกยอเขามากจนเกินไป

เพราะทำให้เขารู้สึกว่าชอบเขา ตีตัวออกห่างไปเสียก่อน เราต้องรู้ว่ามันเป็นความจริงใจในระดับหนึ่ง เพราะเมื่อใดที่มีใครสักคนบอกว่าชอบเรา เราจะรู้สึกว่าเฮ้ยตัวเองสนใจเขาน้อยลงทันทีแหม ชอบเราเหรอ เราไม่ชอบเขาละ เออมันจริงนะ เป็นเรื่องที่ศิลปินมักจะเฟคเสมอเลย พอรู้ว่ามีแฟนคลับในถ้ำหรือแฟนคลับชอบตัวเองขนาดนั้นขนาดนี้ ต่อให้สวยปิ้งก็ตามนะ เป็นหน้าที่คุณอยู่แล้วนี่ที่ชอบผม หรือผู้หญิงสวยๆ ที่มักจะหว่านแนะชอบฉันล่ะสิ ผู้หญิงก็จะ เอ่อคนนี้ชอบหรือไม่ชอบฉันกันแน่นะ น่าสนใจ แล้วก็หลงผิดไปเสมอเลย

อย่าเป็นคนที่แสนดีเกินไป ระยะนี้เกิดขึ้นจากกฎข้อที่ว่าคนเรามัก ต้องการในสิ่งที่ไม่อาจเอื้อม และต้องใช้ความพยายามเพื่อให้ได้มาครอบครอง คืออะไรก็ตามที่อยู่บนหน้าตักของเรา เรามักมองเห็นค่าของสิ่งนั้นน้อยลง ในเชิงพูดเนี่ย เคยกล่าวไว้แบบนี้มากเลยเกี่ยวกับเรื่องอัตรา ยกตัวอย่างเช่นกระเป๋าใบหนึ่ง ก่อนซื้อมันเป็นกระเป๋าใบหนึ่งจากผู้ผลิต ผู้ผลิตหนังมาเย็บกระเป๋ามันเป็นของเขา แต่เมื่อใดก็ตามที่เราจ่ายเงินเข้าไป มันกลายเป็นของเรา ถ้ากระเป๋าที่ไม่ถูกซื้อถูกไฟไหม้เราไม่รู้สึกชอบ และหลงใหลเสียใจกับมัน

แต่เมื่อใดที่เราจ่ายเงินแล้วก็ได้กระเป๋าใบนั้นมาครอบครอง มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ กระเป๋าใบนั้นเสียหายไหม้ไฟ ตกน้ำพังยับเยินเราจะรู้สึกเสียใจ รู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ เพราะเราย้ายสถานะของความรู้สึก ไปสู่การครอบครอง แต่เมื่อใดก็ตามที่ได้ครอบครองแล้วก็อยากจะได้กระเป๋าใบใหม่อีก ทำไมล่ะ เพราะๆ เราได้แล้วนี่ เพราะเราไม่เคยซื้อกระเป๋าใบเดิม 2 รอบ แล้วไม่ว่าจะชอบมันขนาดไหนนะ อันนี้ผมหมายถึงว่าส่วนใหญ่นะ ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะเพราะถ้าไม่ฟังรู้สึกมันด้อยค่าลงไปแล้ว เราได้ครอบครองมันแล้ว จะเสียเงินอีกเป็นหมื่นซื้อกระเป๋าใบใหม่ทำไม ตรงนี้เองครับ ที่ทำให้ความรู้สึกมันแปลเปลี่ยนไปจากการยึดจับจากความมีตัวตนของสิ่งที่ท่านเปลี่ยนแปลงสถานะ ความรู้สึกไปสู่การเป็นเจ้าของ การครอบครองหรือการสบายใจในสิ่งนั้น

“ความไม่เเน่นอน”

บทความอื่นที่น่าสนใจ > ประสบการณ์