โรงเรียนบ้านรางม่วง

หมู่ 8 บ้านรางม่วง ต.จอมบึง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี 70150

Mon - Fri: 9:00 - 17:30

095 2504640

ลิฟต์ผีสิง 

ลิฟต์ผีสิง

ลิฟต์ผีสิง

ลิฟต์ผีสิง เรื่องราวความหลอนของเราเกิดขึ้นเมื่อช่วงปีที่แล้วนี้เองค่ะ เราทำงานอยู่ตึกสูงแห่งหนึ่งย่านสีลม ขอไม่เอ่ยชื่อตึกนะคะว่าชื่ออะไรเอาเป็นว่าเป็นตึกสูงร่วมสามสิบชั้นได้ เราทำงานอยู่ชั้น 28 อาคารนี้จะแบ่งลิฟต์โดยสารเป็นสองโซนคือโซนที่เป็นชั้น 1-20 กับอีกโซนที่จะสามารถขึ้นจากชั้น 1 แล้วขึ้นยาวข้ามไปเริ่มจอดส่งผู้โดยสารที่ชั้น 21 เลยค่ะ เราทำงานที่นี่มาได้เกือบหนึ่งปีตอนแรกเราเป็นแค่ผู้ช่วยเลขาของเจ้านาย งานก็เลยไม่เยอะเท่าไหร่กลับบ้านค่อนข้างตรงเวลาเพราะส่วนใหญ่พี่นุชที่เป็นเลขาจะเป็นคนจัดการเราก็ช่วยแกในบางส่วนของงานเท่านั้น แล้วพอดีพี่นุชต้องลาคลอดเลยเป็นหน้าที่เราที่ต้องทำงานแทนแกช่วงที่แกลาคลอดค่ะ 

จากที่ไม่ค่อยได้กลับดึกเราก็ต้องกลับช้าขึ้นปกติเลิกงานหกโมงเย็นพอช่วงที่พี่นุชลาคลอดเราก็กลับประมาณสี่ทุ่มค่ะ เพราะไม่อยากมีงานค้างเลยรีบจัดการให้เสร็จวันต่อวันไปเลยค่ะ ชั้นที่เราอยู่จะเป็นห้องของผู้บริหารทั้งหมดจะไม่มีพนักงานแผนกอื่นอื่นมานั่งเลย จะมีพนักงานขึ้นมาบ้างถ้าต้องมายื่นเอกสารไว้เพื่อให้เจ้านายเซ็นต์ ดังนั้นเวลาทำงานเพื่อนที่เรารู้จักจะไม่ได้อยู่ชั้นเดียวกันกับเราค่ะ เราก็เลยจะมีแค่เลขาของผู้บริหารอีกสองท่านนั่งอยู่บริเวณหน้าห้องของแต่ละคน พวกพี่พี่เลขาคนอื่นก็กลับดึกเหมือนกันค่ะ แต่ไม่ดึกเท่าเรา เราก็เลยอยู่รั้งท้ายประจำค่ะ แล้ววันที่เกิดเรื่องหลอนครั้งแรกก็คือ เรากดลิฟต์เพื่อจะลงมาที่อาคารจอดรถซึ่งต้องลงมาถึงชั้นหนึ่งแล้วเดินไปที่อาคารจอดรถ ตอนเรากำลังจะเดินไปที่ลิฟต์เรายังไม่ทันกดเรียกลิฟต์เลยนะคะ แต่ประตูลิฟต์เปิดออกแล้วเราเห็นแขนเสื้อเชิ้ตแว๊บๆเดินเข้าไปในลิฟทต์ ตอนนั้นเรารีบตะโกนบอกเขาว่าไปด้วยค่ะ เพื่อให้เขากดลิฟต์รอเราด้วย พอเดินเข้าลิฟต์ไปเราเจอผู้ชายคนนึงใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวหน้าตาออกตี๋ๆ ดูภูมิฐานเหมือนเป็นผู้บริหารเลยค่ะ อีกมือหนึ่งถือเสื้อสูทอยู่ ซึ่งเราเองไม่คุ้นหน้าของผู้ชายคนนี้เลยค่ะ และเขาก็ไม่มองมาที่เราเลย เราก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะเขาไม่ยิ้มเลยค่ะ หน้านิ่งมากมาก 

เรากดลิฟต์ลงไปที่ชั้นหนึ่ง ซึ่งพอเราก้าวไปด้านหน้าตรงปุ่มกดลิฟต์เงาที่สะท้อนตรงกำแพงลิฟต์มีแค่เงาของเราค่ะ ไม่มีเงาของผู้ชายคนนั้น ตอนนั้นเราคิดว่าอาจจะเป็นเพราะว่าเขายืนอยู่ด้านหลังที่ไกลออกไปเพราะเขายืนอยู่หลังสุดด้านในเลยค่ะ แต่พอเรากดลิฟต์เสร็จเราถอยหลังไปตรงจุดเดิมที่ยืนอยู่ ซึ่งตาเรายังมองที่เงาในลิฟต์ค่ะ เราเห็นเงาของเราแต่ไม่เห็นเงาของผู้ชายคนนั้น เราเลยหันหน้าไปมองที่ผู้ชายคนนั้น ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่ในลิฟต์กับเราเลยค่ะ ตอนนั้นเราแขนขาอ่อนไปหมดเพราะไม่มีทางที่เขาจะออกไปจากลิฟต์ได้ค่ะ ลิฟต์ยังไม่ได้จอดที่ชั้นไหนเลย อันนี้คือรอบแรกที่เราเจอค่ะ 

พอวันรุ่งขึ้นเราเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนที่อยู่ฝ่ายบุคคลฟังตอนลงไปกินข้าวกลางวัน เพื่อนเราถามลักษณะของผู้ชายคนนั้นไปแล้วพอเราอธิบายเพื่อนเราถึงกับหน้าซีดเลยค่ะ เราถามว่าเป็นอะไรรู้จักมั้ยเพื่อนเราก็ไม่ตอบค่ะ ได้แต่เงียบทำหน้าอึ้งไป สักพักตอนที่กำลังจะกลับขึ้นตึกหลังจากกินข้าวเพื่อนเราก็ถามว่าผู้ชายคนนั้นที่เราเห็นใส่เสื้อเชิ้ดสีขาวสูทสีชมพูอ่อนใช่มั้ย เราจำได้แม่นเลยค่ะเพราะเรามองสูทที่เขาถืออยู่ด้วย เราเลยบอกเพื่อนไปว่าใช่ ผู้ชายคนนั้นถือสูทสีชมพูอ่อนอยู่ในมือ เพื่อนเราแบบยิ่งทำหน้าตกใจกว่าเดิมอีกค่ะ

พอแยกย้ายกันหลังจากกินข้าว สักพักเพื่อนเราที่อยู่ฝ่ายบุคคลก็ส่งรูปผู้ชายคนนึงมาให้เราดู ซึ่งคือผู้ชายคนเดียวกับที่เราเห็นในลิฟต์ค่ะ เราถามว่าผู้ชายคนที่อยู่ในรูปเป็นใคร เพื่อนเราบอกว่าเป็นผู้บริหารคนก่อนโดนคนร้ายดักยิงในลิฟต์เมื่อสามปีก่อน เสียชีวิตคาที่เลยสาเหตุมาจากการขัดผลประโยชน์กันทางธุรกิจตกลงกันได้ไม่ลงตัว อันนี้ที่เพื่อนเราเล่าให้ฟังนะคะ

รียกว่าตอนนั้นเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรเลยแต่ทางอาคารขอให้ปิดข่าวไว้เพราะอาคารนี้เป็นอาคารที่แบ่งพื้นที่ให้บริษัทต่างต่างเข้ามาเช่าและส่วนมากก็จะเป็น บริษัทของคนไทย เข้ามาเช่าพื้นที่ พอเราอ่านข้อความทั้งหมดที่เพื่อนส่งมาให้ในไลน์เรารีบบอกให้เพื่อนขึ้นมาอยู่เป็นเพื่อนหลังจากเลิกงานเลยค่ะ เพราะเพื่อนเราเลิกงานก่อนเรา เรายังต้องจัดเตรียมงานต่างต่างไว้ให้เจ้านายเราอีก วันนั้นเราทำงานเสร็จตอนเกือบสี่ทุ่มค่ะ บรรยากาศก็เงียบมากมากในชั้นนั้นมีแค่เรากับเพื่อนสองคนเท่านั้น พี่เลขาคนอื่นอื่นกลับกันไปหมดแล้ว

พอเรากำลังเก็บของเตรียมจะกลับบ้าน เรากับเพื่อนเดินมาถึงตรงหน้าลิฟต์แล้วค่ะแต่ยังไม่ทันได้กดปุ่มเรียกลิฟต์ แต่ลิฟต์ดันเปิดมาที่ชั้นที่เราอยู่ตอนนั้นคือเราตกใจมากเพราะยังไม่ได้กดเรียกลิฟต์เลย ปกติการทำงานของลิฟต์ที่จอดอยู่ชั้นล่างจะขึ้นมาก็ต่อเมื่อมีคนกดเรียกลิฟต์ใช่มั้ยคะ ซึ่งพอลิฟต์เปิดเราไม่เห็นใครในนั้นเลย เพื่อนเราเดินตามออกมาพอมาถึงก็เดินเข้าลิฟต์ไปเราไม่ทันได้บอกอะไรเราเห็นเพื่อนเดินเข้าลิฟต์ไปก็เลยเดินตามและกดลิฟต์ลงมาที่ชั้น 1 พอเราก้มหน้ามองก็เห็นเงาสะท้อนตรงกำแพงลิฟต์เราขาอ่อนเลยค่ะ

เพราะสิ่งที่เราเห็นคือ มีเงาสะท้อนในลิฟต์ยืนอยู่สามคนซึ่งเงาของเราถัดไปเป็นเงาของกางเกงสีดำดูก็รู้ค่ะว่าเป็นขากางเกงของผู้ชายและเงาถัดไปเป็นเพื่อนเราที่ใส่กระโปรง เราไม่กล้าหันไปมองได้แต่ยืนจ้องเงาที่สะท้อนนั้นนิ่ง เพื่อนเราที่ยืนอีกฝั่งก็ไม่ได้พูดอะไรมันเลยยิ่งทำให้ทุกอย่างในลิฟต์เงียบไปหมดเลยค่ะ ตอนนั้นเราใจสั่นมากมาก ไม่รู้จะทำยังไงไม่กล้าเรียกเพื่อนด้วยค่ะ พอลิฟต์ลงมาถึงชั้น 1 เรารีบเดินออกมาจากลิฟต์และชวนเพื่อนไปกินข้าว เราได้โอกาสเลยถามเพื่อนว่าในลิฟต์เห็นอะไรมั้ย เพื่อนเราไม่เห็นค่ะ เราเลยเล่าให้เพื่อนฟังตั้งแต่ตอนที่ลิฟต์เปิดโดยที่เรายังไม่ทันได้กดเรียกจนถึงเรื่องที่เราเห็นเงา เพื่อนเราเหวอไปเลยค่ะ หลังจากนั้นเราไม่กล้ากลับดึกอีกเลยเลิกงานแล้วเราจะลงลิฟต์กลับบ้านพร้อมๆกับพี่เลขาหรือไม่ก็พอเพื่อนเราเลิกงานก็จะให้ขึ้นมาหาแล้วลงไปพร้อมๆกันค่ะ