โรงเรียนบ้านรางม่วง

หมู่ 8 บ้านรางม่วง ต.จอมบึง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี 70150

Mon - Fri: 9:00 - 17:30

095 2504640

เก้าอี้ของคุณตา

เก้าอี้ของคุณตา

เก้าอี้ของคุณตา

เก้าอี้ของคุณตา สวัสดีครับ ผม สมชาย เรียกแบบสั้นๆว่าชายก็ได้ครับ เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว พ่อแม่ผมไปทำงานต่างประเทศตั้งแต่ผมยังเด็ก จนปัจจุบันผมอายุ19ปีผมได้เจอหน้าพ่อแม่แค่สามถึงสี่ครั้งเพราะพ่อกับแม่ผมนั้นไม่ค่อยมีเวลาที่จะบินกลับมาเจอผม

ผมถูกเลี้ยงมาโดยตากับยายโดยที่พ่อกับแม่ของผมนั้นจะคอยส่งตังมาให้ในทุกๆต้นเดือน ผมได้เข้าเรียนที่ โรงเรียนนานาชาติ ฟังๆดูแล้วชีวิตดูจะไม่มีอะไรแปลกเลยใช่ไหมครับ แต่ทว่ามันก็มีเรื่องที่ผมนั้นต้องทนมา19ปีเหมือนกัน

นั้นก็คือทุกวันพ่อกับวันแม่ ผมจะไม่มีพ่อแม่ไปงานงานเหมือนเพื่อนๆคนอื่นเขาจะมีแต่คุณตากับคุณยายไปแทน ถึงแม้ว่าจะมีคนไปแต่ผมก็อดน้อยใจไม่ได้เลย บางครั้งผมก็อยากได้ความรักจากพ่อกับแม่เหมือนคนอื่นเขาบ้างแต่ก็ชั่งมันเหอะครับ มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

ตลอดเวลาที่ผมถูกเลี้ยงดูมานั้น ผมได้รับการเอาใจใส่อย่างดีมาโดยตลอด ไม่ว่าผมจะอยากได้อะไรผมก็จะได้สิ่งนั้นแต่มีอย่างนึ่งที่ผมไม่ได้นั้นก็คือ การที่จะได้ไปนั่งเก้าอี้ของคุณตา ผมมักโดนบ่นอยู่เสมอเมื่อคิดที่จะขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ของคุณตา ด้วยเหตุผมอะไรผมก็ไม่รู้แต่ผมก็ยังอยากที่จะไปนั่ง

เก้าอี้ของคุณตาเป็นเก้าอี้ไม้เก่าๆ ดูไม่มีอะไรเลยแต่ก็ไม่รู้ทำไมคุณตาถึงถึงหวงนักหวงหนาและก็ไม่รู้ทำไมผมถึงยากจะไปนั่งให้ได้เหมือนกัน เคยทะเลาะกับคุณตาเรื่องนี้หนักถึงขั้นที่โดนไล่ออกจากบ้านเลยที่เดียว มันก็เป็นแค่เก้าอี้ธรรมดาทำไมต้องหวงขนาดนั้น

แต่ในทางกลับกับ มันก็เป็นเก้าอี้ธรรมดาทำไมผมถึงต้องการเข้าไปนั่งถึงขนาดนั้นก็ไม่รู้ จนผมอายุได้18ปี ผมได้สอบติดมหาลัยที่ผมต้องการที่จะเข้า แต่มันอยู่ไกลจากบ้านผมได้ติดสินใจย้ายไปอยู่หอพัก แต่พ่อกับแม่ผมไม่เห็นด้วนที่จะไปอยู่โดยให้เหตุผลว่าถ้าผมไปใครจะดูแลตากับยาย

พวกเขาจึงตัดสอนใจให้ผมย้ายบ้านไปเลยซึ่งในตอนที่ทำการขนของ ก็มีคนงานมายกของตามปกติ แต่มีเพียงอย่างเดียวที่คุณตาไม่ยอมให้คนงานยกไปนั้นก็คือไอเก้าอี้เจ้าปัญหานั้นเอง คุณตาแกดื้อและยืนยันว่าแกจะเป็นคนยกไปเอง แต่แบบร่างกายแกก็ไม่ไหวแล้วก็ยังจะฝืนยกไป

แต่ทำไงได้แกอยากยกพวกผมก็ปล่อยให้แกยกและก็คอยดูแลอยู่ห่างๆเมื่อผมได้ย้ายบ้านไปตามเคยครับแกไม่ยอมให้ยกลงแกจะยกลงเอง ผมก็ได้แต่คิดในใจ จะอะไรขนาดนั้นใครแตะไม่ได้เลยเหรอจนขนของลงมาเสร็จผมได้เดินไปจ่ายค่าจ้างคนงานและผมก็ได้เห็นคุณตากำลังเช็ดเก้าอี้เก่าๆตัวนั้น

ซึ่งดูๆแล้วเช็ดยังไงก็คงไม่สะอาดเพราะมันเก่ามากน่าจะ 19 ปีเท่าอายุผมหรือไม่ก็มากกว่า ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรคิดแค่ว่ามันคงเป็นของรักของหวงของแก หลังจากนั้นผมก็ได้ไปเรียนตามปกติ ผมใช้ชีวิตเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วๆไปเรียนบ้างเล่นบ้างแต่ไม่เคยเสียการเรียนคุณตากับคุณยายก็ไม่เคยมาตำหนิผมเรื่องเรียนเพราะพวกท่านรู้ว่าผมเป็นคนยังไง

และพอมาถึงปี 4 ผมก็ได้ฝึกงานแต่ไปฝึกงานได้ไม่ทันไรก็มีเรื่องจนได้ คุณตานั้นได้ล้มป่วยลงและตอนเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลและที่ผมปวดหัวไปมากกว่านั้นท่านให้นำเก้าอี้สุดที่รักของท่านไปไว้ที่โรงพยาบาลที่ท่านรักษาอยู่สะด้วย ในห้องเลย ท่านพูดถึงขั้นว่า ถ้าไม่เอาเก้าอี้ไปท่านก็จะไปเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล

พวกผมจึงต้องแบกไอเก้าอี้เก่าตัวนี้ไปที่ห้องพักของคุณตาเพราะถ้าไม่ทำแบบนี้แกก็ไม่ยอมพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลย่างแน่นอนและแล้วเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น คุณตาของผมได้เสียชีวิตลงด้วยอาการสงบ ผมด้วยความที่ถูกท่านเลี้ยงดูมานานก็อดเสียใจไม่ได้ เลยได้โทรหาคุณพ่อกับคุณแม่เพื่อแจ้งให้ทราบและอีก1สัปดาห์ต่อมาท่านทั้งสองก็ได้บินกลับมาที่ประเทศไทย ผมดีใจเป็นอย่างมากที่ผมได้เจอพวกท่านทั้งสอง

แต่ก็ต้องมาเสียใจเรื่องที่เสียคุณตาไปด้วยเช่นกันนี่มันอะไรกันครับเนี่ยผมจะได้ดีใจแบบคนอื่นๆเขาบ้างไหมและผมก็ได้รู้แล้วครับว่าทำไมคุณตาถึงได้รักเก้าอี้ตัวนั้นมาก นั้นก็เพราะมันเป็นเก้าอี้ที่คุณแม่ชื้อให้ด้วยเงินเดือนเดือนแรกของคุณแม่นั้นเองครับและด้วยที่ว่าคุณแม่ไปทำงานต่างประเทศท่านนั้นคิดถึงคุณแม่มากเพราะด้วยความเป็นพ่อเป็นลูก

ท่านจึงได้ทำการเก็บรักษาเก้าอี้ตัวนี้อย่างดีผมนี้ถึงกับพูดไม่ออกกันเลยทีเดียวและก็ได้นึกถึงคำพูดของคุณตาก่อนที่ท่านจะเสียท่านมักพูดอยู่เสมอว่าท่านนั้นคิดถึงคุณแม่อยู่ตลอด ผมนี่อดสงสารคุณตาไม่ได้เลยครับแม่แต่วาระสุดท้ายของคุณตาท่านก็ไม่ได้เจอคนที่ท่านคิดถึงมากๆมาโดยตลอด ผมด้วยความที่เป็นหลานและถูกท่านเลี้ยงดู

ผมก็ได้ทำการนำรูปของท่านไปอัดกรอบและนำไปให้คุณแม่แล้วเล่าความจริงที่คุณตาท่านบ่นคิดถึงคุณมามาตลอดจนวาระสุดท้ายท่านก็ยังคิดถึงคุณแม่นี่เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ผมจะทำให้คุณตาได้และในที่สุดผมก็ได้รู้ถึงคำตอบที่ผมสงสัยมาตลอดว่าทำไมคุณตาถึงได้รักเก้าอี้ตัวนี้มากขนาดนั้นเพราะมันก็เหมือนตัวท่านของลูกสาวท่านนั้นเอง

เรื่องสอนให้รู้ว่า ของบางอย่างนั้นไม่ได้สำคัญว่ามันราคาเท่าไหร่ หายากไหมและมาจากไหน มันสำคัญที่ว่าใครเป็นคนให้มา มันไม่ได้มีมูลค่าทางทรัพย์สินแต่มันนั้นมีมูลค่าทางจิตใขที่หาค่าประเมินไม่ได้เลยนั้นเองละครับ ติดตามเรื่องราวดีๆแบบนี้ได้อีกในสัปดาห์หน้า วันนี้ผม นายจอรดี้ ขยี้ใจขอลาไปก่อน บ้าย บาย