โรงเรียนบ้านรางม่วง

หมู่ 8 บ้านรางม่วง ต.จอมบึง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี 70150

Mon - Fri: 9:00 - 17:30

095 2504640

เรื่องเล่าแปลก ที่ไม่มีใครรู้

เรื่องเล่าแปลก ที่ไม่มีใครรู้

เรื่องเล่าแปลก

เรื่องเล่าแปลก บนโลกใบนี้มีเรื่องเล่ามากมาย บางเรื่องก็เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายบางเรื่องก็เป็นที่รู้จักกันในพื้นที่แต่บางเรื่องก็ไม่มีใครรู้จักเลย บทความวันนี้ขอนำเสนอเรื่องเล่าแปลกๆ ที่คุณไม่เคยได้ยินมาเล่าให้ฟัง

1. เรื่องเล่า เทศกาลเคารพอาหาร

เริ่มกันที่เรื่องแรก เพื่อนๆ เคยได้ยินเทศกาลแปลกๆ กันบ้างไหมคะ ? เรามีเทศกาลแปลกอีกเทศกาลหนึ่งมาแนะนำให้ทุกคนรู้จักนั้นก็คือ “เทศกาลเคารพอาหาร” เทศกาลนี้มีขึ้นอยู่ในช่วงยุคหนึ่งของโลกซึ่งยังไม่มีหลักฐานปรากฏว่าเทศกาลนี้เกิดขึ้นที่ประเทศใดหรือในช่วงยุคใดแต่มีเรื่องเล่ากันมาว่าในช่วงนั้นเป็นช่วงที่เกิดสงครามขึ้นประชาชนส่วนใหญ่เจ็บป่วย และหิวโหยอย่างมากอาหารก็มีน้อยจนไม่พอให้ประชาชนทุกคนรับประทานแม้แต่เหล่าทหารที่ต้องไปรบก็ไม่มีอาหารเพียงพอที่จะให้พวกเขาอิ่มท้อง

ในช่วงสมัยนั้นเนื้อสัตว์ถือว่าเป็นอาหารชั้นสูงเลยก็ว่าได้เหล่าประชาชนทั่วไปหรือเหล่าทหารทั่วไปไม่มีโอกาสที่จะได้รับประทานเนื้อสัตว์กัน มีเพียงแต่เหล่าคนชั้นสูงเท่านั้นที่ได้รับประทาน วันเวลาผ่านไปนานกว่า 2 ปี สงครามได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากเดินเป็นการต่อสู้เพื่อแย่งชิงพื้นที่กันตอนนี้กลับกลายมาเป็นการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอาหารกัน ประชาชนก็ต่างสิ้นหวังอาหารเองก็มีเหลือน้อยเต็มทีเหล่าคนชั้นสูงก็ก่อกำแพงหินขนาดใหญ่ใช้ชีวิตสุขสบายภายในกำแพง ในทุกๆ วันชาวบ้านต่างพากันไปสวดมนต์อ้อนวอนขอพระผู้เป็นเจ้าโปรดประทานอาหารอันเลอค่าให้แก่พวกเขา เพื่อช่วยต่อชีวิตของพวกเขาให้ใช้ชีวิตต่อไป

จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่ชาวบ้านก็ต่างกันเดินทางเข้าไปในป่าเพื่ออาหาร จู่ๆ ก็มีเสียงเรียกของผู้หญิงที่มาพร้อมกับกลิ่นหอมของขนมปัง เนื้อสัตว์และกลิ่นอื่นๆ มากมายลอยมาตามสายลม ชาวบ้านต่างพอกันเดินไปตามกลิ่นหอมจนกระทั่งได้เจอกับโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยเนื้อ ข้าว ผลไม้ น้ำ ขนมหวาน มากมายวางอยู่บนโต๊ะชาวบ้านจึงรีบวิ่งเข้าไปรับประทานกันอย่างอร่อยและหลังจากครั้งนั้นในป่าก็เต็มไปด้วยวัตถุที่นำมาประกอบอาหารมากมาย เมื่อสงครามหยุดลงชาวบ้านจึงประกอบพิธีเคารพอาหารโดยการนำอาหารมาวางไว้บนโต๊ะขนาดใหญ่มีอาหารมากมายหลายชนิดและพวกเขาก็จะสวดมนตร์ขอบคุณก่อนจะร่วมกันรับประทานอาหาร

2.เรื่องเล่า หญิงสาวชุดสีแดง

เรื่องเล่านี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่ได้บอกที่มาของเรื่องว่ามาจากที่ไหน ยุคใด หรือประเทศอะไรมีเพียงคำบอกเล่าต่อๆ กันมาเพียงเท่านั้นเรื่องเล่านี้มีอยู่ว่า ในช่วงยุคหนึ่งประชาชนใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุข อาชีพส่วนใหญ่นั้นก็จะเป็นการเพาะปลูกข้าว ตัดต้นไม้ หาของป่า เรียกได้ว่าชาวบ้านใช้ชีวิตกันอย่างสุขสบายแต่อย่างไรก็ดีภายใต้ความสุขสบายนี้นั้นก็มีเรื่องเล่าชวนขนหัวลุกที่เล่าต่อกันมา ในทุกค่ำคืนนั้นหมู่บ้านแห่งนี้จะไม่มีบ้านไหนเลยที่จะจุดตะเกียงบ้านไว้ทุกบ้านจะดับตะเกียงมืดสนิทและไม่ได้มีเพียงแค่ที่บ้านเท่านั้น

ตามถนนทางเดินหรือทุ่งนาทุกพื้นที่ก็จะมีการดับตะเกียงจนหมด จนหมู่บ้านนี้ในตอนกลางคืนมืดจนน่ากลัวเลยทีเดียว ชาวบ้านเล่าว่าเหตุที่ต้องทำแบบนี้นั้นเพราะว่าในช่วงกลางดึกนั้นมักจะมีหญิงสาวที่สวมชุดสีแดงเดินมาตามทางหมู่บ้านทุกครั้งที่เดินจะได้ยินเสียงนับเลข 1 2 3 ไปเรื่อยๆ ตามครั้งที่เดินชาวบ้านบางคนบอกว่าเธอเป็นเทพที่มาจากภูเขา บางคนก็ว่าเธอเป็นดวงวิญญาณ แต่ก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าแท้จริงแล้วหญิงสาวผู้นั้นเป็นใครในทุกๆ วันชาวบ้านก็มักจะได้ยินเสียงนับเลขแต่ก็ยังไม่เคยมีใครเคยพบเห็นใบหน้าของหญิงสาวในชุดสีแดงเลยสักครั้ง แจ่ถึงอย่างรีในทุกๆ เดือนมิถุนายนของทุกปีชาวบ้านจะนำผลไม้มาตั้งวางไว้หน้าบ้านเพื่อให้หญิงชุดแดงนำไปเพื่อความเป็นมงคลแก่ตน และเรื่องเล่านี้ก็ถูกเล่าต่อๆ กันมาจนกระทั่งเรื่องนี้หายไปในปัจจุบัน

3. เรื่องเล่า พระพูดได้

เรื่องเล่านี้เพื่อนๆ อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเล่าของประเทศไทย แต่เรื่องเล่าพระพูดได้ที่จะเล่านี้ไม่ใช่ของประเทศไทยแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยาวนานจนถูกลืมไปจากประวัติศาสตร์แล้ว ในสมัยก่อนมีเรื่องเล่าที่เหล่ากันในหมู่ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่งเรื่องเล่านี้เล่าเกี่ยวกับพระสงฆ์องค์หนึ่งที่พูดออกมาโดยที่ปากของท่านนั้นไม่ขยับ บางครั้งท่านก็พูดออกมาโดยที่ท่านหลับตาอยู่ ชาวบ้านเล่าว่าในวันหนึ่งที่อากาศแสนแย่พายุฝนพัดกระหน่ำจนชาวบ้านไม่สามารถออกไปทำนาได้พวกเขาได้แต่อยู่ภายในบ้านของตนเป็นเวลาหลายวัน จนกระทั่งวันนั้นก็มีพระสงฆ์องค์หนึ่งเดินเข้ามาในหมู่บ้าน

ขณะที่ท่านเดินนั้นฝนก็ค่อยหายไปแสงจากพระอาทิตย์ก็สาดส่องมาตามตัวท่าน เมื่อท่านเดินจนถึงวัดท้ายหมู่บ้านซึ่งเป็นวัดร้างพายุฝนก็หายไปจากหมู่บ้านทันที ชาวบ้านก็ต่างพากันไปขอบคุณท่านแต่ท่านก็ไม่ตอบอะไรในทุกๆ วันชาวบ้านก็จะนำของต่างๆ ไปมอบให้ท่านเพื่อเป็นการตอบแทนมีทั้งผลไม้ อาหาร น้ำ ของหวาน แต่ท่านก็ไม่เคยตอบอะไร จนกระทั่งวันหนึ่งมีชาวบ้านคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากการถูกผึ้งต่อยชาวบ้านจึงพากันไปขอความช่วยเหลือจากพระสงฆ์ พระสงฆ์จึงเอ่ยว่า “ความเย็นจะช่วยเขาได้” ชาวบ้านต่างพากันตกใจเพราะปากของพระสงฆ์นั้นไม่ไม่ได้ขยับทั้งก็ยังไม่ได้ลืมตาแต่ทำไมถึงพูดได้

เวลาผ่านไปชาวบ้านก็เก็บความสงสัยนั้นไว้จนกระทั่งวันหนึ่งมีโจรป่าเข้ามาในวัดจับตัวหญิงชาวบ้านเข้าไปในวัดแต่ก็ต้องพบกับพระองค์ที่นั่งสมาธิอยู่ ไม่นานก็มีเสียงพูดว่า “ปล่อยเถอะโยม อย่าทำบาปเลย” ซึ่งนั้นเป็นเสียงของพระสงฆ์องค์นั้นหญิงสาวบ้านจำได้ดี พวกโจรป่าต่างพากันมองหาเจ้าของเสียงแต่ก็ไม่เจอใครจึงพากันหนีออกจากหมู่บ้านไป ตั้งแต่นั้นมาชาวบ้านจึงเรียกพระสงฆ์องค์นั้นว่าพระพูดได้เรื่องเล่านี้จึงถูกเล่าต่อๆ กันมา

 

เรื่องเล่าที่เล่ามาบางเรื่องก็อาจจะเป็นเรื่องจริงหรือบางเรื่องก็อาจจะเป็นเรื่องแต่งขึ้นหรือทุกเรื่องอาจจะเป็นเรื่องแต่งทั้งหมดก็เป็นได้ ดังนี้ควรใช้วิจารณญาณในการอ่านกันด้วยนะคะ